สู้โรคมะเร็ง ทำความเข้าใจโรคมะเร็ง สาเหตุ ปัจจัยเสี่ยง โภชนาการ และคู่มือดูแลผู้ป่วยที่บ้าน
โรคมะเร็งยังคงเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของประชากรทั่วโลก และในประเทศไทยก็เช่นกัน ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเกิดโรค การดูแลโภชนาการที่เหมาะสม และวิธีการดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่บ้านด้วยความรักความเข้าใจจากคนในครอบครัว ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพของการรักษา และยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้ดีที่สุด บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลทางการแพทย์และคำแนะนำเชิงปฏิบัติ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้ที่ต้องการทำความเข้าใจและเผชิญหน้ากับโรคมะเร็งนี้อย่างมีสติ
โรคมะเร็งเกิดจากอะไร? เจาะลึกกลไกและปัจจัยเสี่ยงที่คุณต้องรู้ก่อนสู้มะเร็ง
โรคมะเร็ง (Cancer) คือกลุ่มของโรคที่เกิดจากความผิดปกติของเซลล์ในร่างกาย ซึ่งมีการแบ่งตัวและเจริญเติบโตอย่างควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดเป็นก้อนเนื้อร้ายที่สามารถลุกลามและแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นๆ ได้
1. สาเหตุการเกิดโรคมะเร็งและกลไกการกลายพันธุ์ (The Mechanism of Cancer)
มะเร็งเริ่มต้นจากการที่เกิดความเสียหายหรือการกลายพันธุ์ (Mutation) ในสารพันธุกรรม (DNA) ของเซลล์ ซึ่งเป็นผลมาจากปัจจัยต่างๆ จนทำให้เซลล์ปกติสูญเสียการควบคุม 3 ประการสำคัญ คือ:
- การแบ่งตัวแบบไม่สิ้นสุด (Uncontrolled Growth): เซลล์มะเร็งจะแบ่งตัวอย่างต่อเนื่องโดยไม่สนสัญญาณยับยั้งการเติบโต
- การหนีการทำลายของระบบภูมิคุ้มกัน (Immune Evasion): เซลล์มะเร็งสามารถหลบเลี่ยงการตรวจจับและการทำลายของเซลล์ภูมิคุ้มกัน (เช่น NK-Cell)
- การลุกลามและแพร่กระจาย (Invasion and Metastasis): เซลล์มะเร็งสามารถบุกรุกเนื้อเยื่อข้างเคียงและแพร่กระจายไปตามกระแสเลือดหรือน้ำเหลืองไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
2. ปัจจัยเสี่ยงหลักในการเกิดโรคมะเร็ง
การเกิดมะเร็งส่วนใหญ่มักเป็นผลจากปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ซึ่งสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่:
| ปัจจัยเสี่ยงภายในร่างกาย (ควบคุมไม่ได้) | ปัจจัยเสี่ยงภายนอก/พฤติกรรม (ควบคุมได้) |
| พันธุกรรม: มีประวัติมะเร็งในครอบครัว, การกลายพันธุ์ของยีนที่ถ่ายทอดได้ เช่น BRCA1/BRCA2 | การสูบบุหรี่และควันบุหรี่มือสอง: สารก่อมะเร็งหลักที่สัมพันธ์กับมะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะมะเร็งปอด |
| อายุ: ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นตามอายุ เนื่องจากมีการสะสมความเสียหายของ DNA มากขึ้น | การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งตับ มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งเต้านม |
| ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง: ทำให้เซลล์มะเร็งไม่ถูกกำจัดออกไป | อาหารและการกิน: การบริโภคเนื้อแดง เนื้อสัตว์แปรรูป อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม และอาหารที่มีไขมันสูง |
| ฮอร์โมน: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย เช่น การใช้ฮอร์โมนทดแทน | การติดเชื้อเรื้อรัง: เช่น ไวรัสตับอักเสบบีและซี (มะเร็งตับ), HPV (มะเร็งปากมดลูก), Helico-bacter pylori (มะเร็งกระเพาะอาหาร) |
| ภาวะน้ำหนักเกินและขาดการออกกำลังกาย: เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งเต้านม | |
| สารก่อมะเร็งในสิ่งแวดล้อม: เช่น ฝุ่น PM2.5, สารเคมีจากโรงงาน, สารหนู, การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตจากแสงแดดจัด | |
| สุขภาพ: การดูแลสุขภาพเป็นส่วนสำคัญที่หลาายคนอาจจะมองข้าม เช่น การพักผ่อนที่เพียงพอ, การออกกำลังกาย, การรับวิตามินสร้างภูมิจากแสงแดด |
3. แนวทางป้องกันการเกิดโรคมะเร็ง (Cancer Prevention Guidelines)
การลดความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราสามารถทำได้ในชีวิตประจำวัน โดยเน้นไปที่การควบคุมปัจจัยเสี่ยงภายนอกเป็นหลัก:
- หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด: เป็นมาตรการที่สำคัญที่สุดในการลดความเสี่ยง
- ควบคุมอาหารให้สมดุล:
- ลดการบริโภคเนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป
- เน้นผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสีอย่างน้อย 5 ส่วนต่อวัน
- หลีกเลี่ยงอาหารทอด อาหารปิ้งย่างที่ไหม้เกรียม และอาหารที่มีไขมันสูง
- รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติและออกกำลังกายสม่ำเสมอ: การออกกำลังกายช่วยควบคุมน้ำหนักและกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน
- ป้องกันการติดเชื้อ: ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสที่เกี่ยวข้องกับมะเร็ง เช่น วัคซีน HPV และวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
- หลีกเลี่ยงแสงแดดจัด: สวมเสื้อผ้าป้องกันแสงแดดและใช้ครีมกันแดด
- ตรวจคัดกรองมะเร็งเป็นประจำ: โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม, มะเร็งปากมดลูก, และมะเร็งลำไส้ใหญ่
อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง: โภชนาการคือกำลังสำคัญในการรักษา
โภชนาการที่เหมาะสมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการรักษาผู้ป่วยมะเร็ง เพราะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะต่อสู้กับโรค ทนต่อผลข้างเคียงของการรักษา (เคมีบำบัด, ฉายแสง, ผ่าตัด) และฟื้นฟูร่างกายได้อย่างรวดเร็ว
1. สารอาหารหลักที่ผู้ป่วยมะเร็งต้องการ
| สารอาหาร | ความสำคัญต่อผู้ป่วยมะเร็ง | แหล่งอาหารแนะนำ |
| โปรตีน (Protein) | สำคัญที่สุด: ช่วยเสริมสร้างและซ่อมแซมเซลล์/เนื้อเยื่อที่ถูกทำลายจากการรักษา รวมถึงสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยมะเร็งต้องการโปรตีนมากกว่าคนทั่วไป (ประมาณ $1.2-1.5$ กรัม/น้ำหนักตัว 1 กก./วัน) | เนื้อปลา, เนื้อไก่ไม่ติดมัน, ไข่, นม, เต้าหู้, ถั่วต่างๆ, เห็ด |
| คาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) | ให้พลังงานหลักแก่ร่างกาย ป้องกันการสลายกล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงาน | ข้าวกล้อง, ข้าวโอ๊ต, เผือก, มัน, ธัญพืชไม่ขัดสี |
| ไขมัน (Fat) | ให้พลังงานสูง และช่วยในการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน ควรเลือกไขมันดี | น้ำมันมะกอก, น้ำมันรำข้าว, ปลาทะเลน้ำลึก (แซลมอน), อะโวคาโด, ถั่วเปลือกแข็ง |
| วิตามินและแร่ธาตุ | ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและลดความเสียหายของเซลล์จากสารอนุมูลอิสระ | ผักและผลไม้หลากสี (ควรปรุงสุกหรือล้างให้สะอาดมากเป็นพิเศษในผู้ป่วยที่ภูมิคุ้มกันต่ำ) |
2. อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงหรือจำกัด
เพื่อไม่ให้กระตุ้นการเติบโตของเซลล์มะเร็งและไม่รบกวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยและผู้ดูแลควรหลีกเลี่ยงสิ่งเหล่านี้:
- เนื้อแดงและเนื้อสัตว์แปรรูป: เช่น ไส้กรอก, แฮม, เบคอน, กุนเชียง
- อาหารทอด/ไขมันสูง: ทำให้ย่อยยากและกระตุ้นอาการคลื่นไส้ อาเจียน
- น้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตขัดสีสูง: เช่น ขนมหวาน, ขนมปังขาว, น้ำอัดลม (ควรจำกัดผลไม้ที่หวานจัด)
- อาหารหมักดองและอาหารไม่สะอาด/ไม่สุก: เช่น ผักสด/ผลไม้ที่ไม่ได้ล้างปอกเปลือกอย่างดี, อาหารดิบ (เนื่องจากภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยมักจะต่ำ)
- แอลกอฮอล์และบุหรี่: ต้องงดเด็ดขาด
3. การจัดการผลข้างเคียงจากการรักษาด้วยอาหาร
| ผลข้างเคียง | คำแนะนำด้านอาหาร |
| คลื่นไส้/อาเจียน | ดื่มน้ำบ่อยๆ จิบทีละน้อย, หลีกเลี่ยงอาหารกลิ่นแรง, เลือกอาหารอ่อน/เย็น เช่น โยเกิร์ต, ไอศกรีม, ซุปใส |
| เบื่ออาหาร/น้ำหนักลด | เน้นอาหารที่ให้พลังงานและโปรตีนสูงในปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง, ดื่มเครื่องดื่มเสริมสารอาหาร |
| แผลในปาก/เจ็บคอ | อาหารเหลวหรืออ่อนนุ่ม อุณหภูมิห้อง ไม่ร้อนจัด ไม่เย็นจัด, โจ๊ก, ซุปครีม, งดอาหารรสจัด |
| ท้องผูก | ดื่มน้ำเพิ่ม, รับประทานอาหารที่มีใยอาหารสูง (ผักและผลไม้ที่ปรุงสุกแล้ว) |
วิธีดูแลผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยคนในครอบครัวที่บ้าน
การดูแลผู้ป่วยมะเร็งที่บ้านโดยครอบครัวเป็นส่วนสำคัญของ “การดูแลแบบประคับประคอง” (Palliative Care) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยเรื่องร่างกาย แต่ยังรวมถึงจิตใจและอารมณ์ด้วย
1. การเตรียมสภาพแวดล้อมที่บ้าน (Physical Care)
- จัดห้องนอน: ควรเป็นห้องที่เงียบสงบ อากาศถ่ายเทดี และมีแสงสว่างธรรมชาติที่พอเหมาะ เตียงควรมีราวกั้นหรือโครงเหล็กสำหรับช่วยในการลุก-นั่ง
- อุปกรณ์ช่วยเหลือ: ควรเตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็น เช่น เก้าอี้นั่งอาบน้ำ, ราวจับในห้องน้ำ, โถนั่งถ่ายแบบชักโครก
- ความสะอาด: รักษาสุขอนามัยของสิ่งแวดล้อมและอาหารอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการติดเชื้อในผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
2. การดูแลร่างกายและอาการ (Symptom Management)
- การจัดการยา: ดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รวมถึงยาแก้ปวด และยาบรรเทาอาการข้างเคียงต่างๆ
- การสังเกตอาการ: เฝ้าระวังอาการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติ เช่น ไข้สูง, หอบเหนื่อย, มีเลือดออก, อาการปวดที่ควบคุมไม่ได้ และรีบปรึกษาแพทย์
- การดูแลผิวหนัง: หากผู้ป่วยมีการฉายแสง (Radiation Therapy) ต้องดูแลผิวหนังบริเวณที่ฉายแสงอย่างอ่อนโยน งดการถูแรงๆ และทาครีมตามคำแนะนำของแพทย์
3. การดูแลจิตใจและอารมณ์ (Emotional and Psychological Care)
- การรับฟังอย่างเข้าใจ: ให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึก ความกลัว หรือความกังวล โดยไม่มีการตัดสิน หรือพยายามให้คำแนะนำที่ไม่จำเป็น เพียงแค่รับฟังด้วยความเห็นอกเห็นใจ
- ให้กำลังใจอย่างสมเหตุสมผล: เน้นการให้กำลังใจที่อยู่บนพื้นฐานความเป็นจริง ไม่ควรพูดว่า “ไม่เป็นไรหรอก” แต่ควรพูดว่า “เราจะอยู่เคียงข้างคุณเสมอ”
- ส่งเสริมกิจกรรมที่ชอบ: หากผู้ป่วยยังมีแรง ควรส่งเสริมให้ทำกิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลายความเครียด เช่น ฟังเพลง, ดูหนัง, อ่านหนังสือ, หรือกิจกรรมงานอดิเรกเบาๆ
- ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอก: เปิดโอกาสให้เพื่อน ญาติ หรือคนสนิทได้มาเยี่ยมเยียน เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกโดดเดี่ยว แต่ควรจำกัดระยะเวลาการเยี่ยมเพื่อไม่ให้ผู้ป่วยเหนื่อยล้า
4. การดูแลผู้ดูแล (Caregiver’s Self-Care)
บ่อยครั้งที่ผู้ดูแลอาจประสบภาวะหมดไฟ (Caregiver Burnout) ดังนั้นผู้ดูแลเองก็ต้องดูแลสุขภาพกายและสุขภาพจิตใจของตนเองด้วย:
- อย่าดูแลคนเดียว: หากเป็นไปได้ ควรมีการผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้ดูแล เพื่อให้แต่ละคนมีเวลาพักผ่อนส่วนตัว
- กินอาหารและออกกำลังกาย: รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกายเบาๆ เพื่อให้ร่างกายแข็งแรงพอที่จะดูแลผู้อื่นได้
- หาที่พึ่งทางใจ: พูดคุยกับเพื่อน, ญาติ, หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต เพื่อแบ่งเบาความเครียดและความรู้สึก
- ขอความช่วยเหลือ: อย่าลังเลที่จะขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานทางการแพทย์ หรือคนรอบข้างเมื่อรู้สึกว่าภาระหนักเกินไป
สรุป
โรคมะเร็งเป็นโรคที่ซับซ้อนซึ่งเกิดจากปัจจัยเสี่ยงทั้งภายในและภายนอกร่างกาย การป้องกันที่ดีที่สุดคือการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ เช่น การปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้มีประโยชน์ การงดสูบบุหรี่และแอลกอฮอล์ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอ
สำหรับผู้ป่วยที่กำลังเผชิญหน้ากับโรคนี้ โภชนาการที่เน้นโปรตีนสูงและสารอาหารครบถ้วน คือหัวใจสำคัญของการฟื้นฟูร่างกายเพื่อสู้กับการรักษา ในขณะเดียวกัน การดูแลผู้ป่วยที่บ้านด้วยความเข้าใจและการสนับสนุนทางจิตใจอย่างต่อเนื่องจากคนในครอบครัว ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะความรักและกำลังใจคือยาที่ดีที่สุดที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยให้สามารถอยู่ร่วมกับโรคนี้ได้อย่างมีความสุขที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
คำถามและคำแนะนำเกี่ยวกับ โรคมะเร็ง
ตอบ: โรคมะเร็ง (Cancer) คือ กลุ่มโรคที่เกิดจาก ความผิดปกติของเซลล์ ในร่างกาย โดยเซลล์มีการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (Genetic Mutation) ทำให้ เจริญเติบโตและแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เกินกว่าที่ร่างกายจะควบคุมได้ ก่อตัวเป็น ก้อนเนื้อร้าย (เนื้องอกร้าย) และสามารถ แพร่กระจาย (Metastasis) ไปยังอวัยวะอื่น ๆ ผ่านระบบเลือดหรือน้ำเหลือง
ตอบ: อาการเริ่มแรกของโรคมะเร็งมักไม่เฉพาะเจาะจง แต่มี สัญญาณเตือน ที่ไม่ควรมองข้าม เช่น: มี ก้อนเนื้อ หรือตุ่มผิดปกติในร่างกาย โตเร็ว
น้ำหนักลด ลงมากผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
อ่อนเพลีย หรือเหนื่อยล้าเรื้อรัง
มี แผลเรื้อรัง ที่รักษาไม่หาย
มี เลือดออก ผิดปกติจากทวารต่างๆ (เช่น ไอเป็นเลือด, อุจจาระปนเลือด)
ตอบ: สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็ง เป็นปัจจัยที่ซับซ้อน แต่ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญและสามารถหลีกเลี่ยงได้ ได้แก่:
พฤติกรรมการใช้1ชีวิต: การสูบบุหรี่ (สาเหตุหลักของมะเร็งปอด), การดื่มแอลกอฮอล์
สิ่งแวดล้อม: การได้รับสารก่อมะเร็ง เช่น แร่ใยหิน, มลภาวะทางอากาศ, รังสี UV
การติดเชื้อ: การติดเชื้อไวรัส/แบคทีเรียบางชนิด เช่น HPV (มะเร็งปากมดลูก), ไวรัสตับอักเสบบีและซี (มะเร็งตับ)
พันธุกรรม: ประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งบางชนิด
ตอบ: มะเร็งที่มีการค้นหาสูงและเป็นปัญหาสุขภาพระดับโลก ได้แก่ มะเร็งเต้านม, มะเร็งปอด, มะเร็งตับ, มะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปากมดลูก โดยเฉพาะ มะเร็งปอด และ มะเร็งเต้านม มักติดอันดับต้น ๆ ในด้านความสนใจและการค้นหาข้อมูล
ตอบ: การป้องกันโรคมะเร็ง ทำได้โดยการดูแลสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงและดูแลสุขภาพ ดังนี้:
หลีกเลี่ยงบุหรี่และแอลกอฮอล์
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักและผลไม้
ออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอและควบคุมน้ำหนัก
ฉีดวัคซีนป้องกัน การติดเชื้อที่ก่อมะเร็ง เช่น วัคซีน HPV, วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
ตรวจคัดกรองมะเร็ง (Cancer Screening) เป็นประจำตามช่วงอายุและความเสี่ยง
ตอบ: การตรวจคัดกรองมะเร็ง เป็นการตรวจหาโรคในระยะเริ่มต้นที่ยังไม่แสดงอาการ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง เช่น:
มะเร็งเต้านม: การตรวจเต้านมด้วยตนเอง และการทำแมมโมแกรม (Mammogram)
มะเร็งปากมดลูก: การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear) และการตรวจ HPV DNA
มะเร็งลำไส้ใหญ่: การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy)
มะเร็งปอด: การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์แบบใช้ปริมาณรังสีต่ำ (Low-dose CT scan) ในกลุ่มเสี่ยงสูง
ตอบ: มะเร็งระยะแพร่กระจาย คือระยะที่เซลล์มะเร็งได้หลุดออกจากก้อนเนื้อเดิม และเดินทางผ่านระบบเลือดหรือน้ำเหลืองไปยังอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย เช่น ปอด ตับ หรือสมอง และเจริญเติบโตเป็นก้อนมะเร็งใหม่ในบริเวณนั้น ถือเป็นมะเร็งในระยะลุกลามหรือระยะที่ 4
ตอบ: ก้อนเนื้อ ที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งมักมีลักษณะแตกต่างจากก้อนเนื้อธรรมดา (เนื้องอกไม่ร้าย) เช่น:
โตเร็ว หรือมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
ขอบเขตไม่ชัดเจน
แข็ง และกดแล้วไม่เคลื่อนที่ (อาจพบได้ในหลายตำแหน่ง เช่น เต้านม ต่อมน้ำเหลือง หรือใต้ผิวหนัง)
มีอาการปวดเรื้อรังร่วมด้วย หรือมีผิวหนังบริเวณนั้นเปลี่ยนแปลงไป เช่น แดง เป็นรอยบุ๋ม
ที่มาข้อมูลอ้างอิง:
- สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (National Cancer Institute): ข้อมูลเกี่ยวกับสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงของโรคมะเร็ง
- สมาคมมะเร็งแห่งประเทศไทย (Thai Cancer Society): คำแนะนำด้านโภชนาการสำหรับผู้ป่วยมะเร็ง
- กรมการแพทย์ (Department of Medical Services): แนวทางการดูแลผู้ป่วยมะเร็งในที่บ้านและการดูแลแบบประคับประคอง
- โรงพยาบาลและศูนย์การแพทย์ชั้นนำ: บทความทางการแพทย์เกี่ยวกับอาหารที่เหมาะสมและการจัดการผลข้างเคียงจากการรักษาโรคมะเร็ง
ที่มารูปภาพประกอบบทความ:
- เว็บไซต์ Unsplash (https://unsplash.com)

