รวมเหตุการณ์สำคัญที่เป็นลางบอกเหตุจาก หมอกธุมเกตุ ในประวัติศาสตร์ไทย
ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย มีบันทึกเหตุการณ์สำคัญมากมายที่ถูกเล่าขานสืบต่อกันมา ไม่ว่าจะเป็นการสถาปนากรุง, การผลัดแผ่นดิน, สงคราม หรือภัยพิบัติครั้งใหญ่ สิ่งหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์เหล่านี้คือปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หมอกธุมเกตุ” หรือที่เชื่อว่าเป็นดาวบาปเคราะห์ที่ปรากฏขึ้นบนท้องฟ้า บทความนี้จะพาไปสำรวจบันทึกทางประวัติศาสตร์และวรรณคดีที่กล่าวถึงหมอกธุมเกตุ พร้อมทั้งไขข้อข้องใจว่าปรากฏการณ์นี้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์สำคัญในอดีตของประเทศไทยอย่างไร
ความหมายของ “หมอกธุมเกตุ” ในบริบทประวัติศาสตร์ไทย
ก่อนที่จะลงลึกถึงเหตุการณ์สำคัญ เรามาทำความเข้าใจความหมายของ หมอกธุมเกตุ ในบริบทของสังคมไทยโบราณกันก่อน
คำว่า “ธุมเกตุ” มีรากศัพท์มาจากภาษาบาลีและสันสกฤต หมายถึง “ดาวควัน” หรือ “ดาวหาง” (คำว่าเกตุหมายถึงดาวหาง) ซึ่งในโหราศาสตร์โบราณของอินเดีย ธุมเกตุ ถือเป็น ดาวบาปเคราะห์ หรือดาวที่นำมาซึ่งความวิบัติและเหตุร้าย การปรากฏของดาวดวงนี้จึงถูกตีความว่าเป็นการส่งสัญญาณจากฟ้าดินถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองการปกครอง, การผลัดแผ่นดิน, หรือการเกิดภัยพิบัติร้ายแรง
ในสังคมไทยโบราณที่ให้ความสำคัญกับโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ในการทำนายทายทัก ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าทุกอย่างล้วนมีความหมาย ธุมเกตุ จึงไม่ใช่แค่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติธรรมดา แต่เป็น สัญลักษณ์แห่งลางบอกเหตุ ที่ทำให้ผู้คนในยุคนั้นตื่นตระหนกและไม่อยากให้เกิดขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่เป็นไปในการที่ไม่ดี เช่น การผลัดแผ่นดิน หรือการเกิดเหตุภัยพิบัติร้ายแรง
หมอกธุมเกตุเกี่ยวกับบ้านเมืองในบันทึกประวัติศาสตร์และวรรณคดี
บันทึกที่เก่าแก่ที่สุดฉบับหนึ่งที่กล่าวถึง ธุมเกตุ อย่างชัดเจนคือ “พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา” และวรรณคดีสำคัญอย่าง “ลิลิตโองการแช่งน้ำ” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องนี้มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
1. การสถาปนากรุงศรีอยุธยา
แม้จะไม่มีบันทึกที่ชัดเจนว่า ธุมเกตุ ปรากฏขึ้นในวันสถาปนากรุงศรีอยุธยาโดยตรง แต่ใน “ลิลิตโองการแช่งน้ำ” ซึ่งเป็นวรรณคดีที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ได้มีการกล่าวถึง ธุมเกตุ และดาวบาปเคราะห์ดวงอื่นๆ ที่เป็นลางร้ายต่อบ้านเมือง สะท้อนให้เห็นว่าความเชื่อเรื่องลางบอกเหตุจากฟ้าดินถูกนำมาใช้เพื่อตอกย้ำความศักดิ์สิทธิ์ของพระมหากษัตริย์และบ้านเมืองตั้งแต่ยุคเริ่มต้น
2. เหตุการณ์ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2112)
ในพระราชพงศาวดารฉบับต่างๆ ได้มีการบันทึกถึงลางบอกเหตุหลายอย่างก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกให้กับพม่าในสมัยสมเด็จพระมหินทราธิราช โดยมีการกล่าวถึงปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ผิดแปลกไปจากเดิม โดยเฉพาะการเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคาบ่อยครั้ง รวมถึงการปรากฏของ “ดาวหาง” ซึ่งในยุคนั้นถูกเรียกว่า ธุมเกตุ และถูกตีความว่าเป็นสัญญาณร้ายของการสิ้นสุดราชวงศ์หรือการล่มสลายของบ้านเมือง ซึ่งในที่สุดก็เป็นจริงเมื่อกรุงศรีอยุธยาตกเป็นของพม่า
3. การเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2310)
เหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่สะเทือนขวัญคนไทยมากที่สุด และในบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็มีการกล่าวถึงลางบอกเหตุต่างๆ อย่างมากมาย หนึ่งในนั้นคือการปรากฏของ ธุมเกตุ ซึ่งถูกบันทึกไว้ใน “พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา” ว่าในช่วงก่อนที่พม่าจะยกทัพมาล้อมกรุง ได้มีปรากฏการณ์ ดาวหาง หรือ ธุมเกตุ ขึ้นบนท้องฟ้าอย่างเด่นชัด
- คำอธิบายในพงศาวดาร: “ดาวหางเป็นธุมเกตุพุ่งหางยาวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้”
- การตีความ: โหรหลวงได้ทำนายว่าเป็นการบอกเหตุถึงการเสียบ้านเสียเมือง และการล่มสลายของราชวงศ์ ซึ่งสอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาอย่างน่าตกใจ
4. เหตุการณ์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง (พ.ศ. 2475)
แม้ในยุครัตนโกสินทร์จะมีการใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น แต่ความเชื่อเรื่อง หมอกธุมเกตุ ก็ยังคงอยู่ ในช่วงก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง มีบันทึกจากหนังสือพิมพ์และเอกสารบางชิ้นที่กล่าวถึงการพบเห็นปรากฏการณ์ทางแสงที่ผิดปกติบนท้องฟ้าในคืนเดือนเพ็ญ ซึ่งบางคนก็ตีความว่าเป็นการปรากฏของ หมอกธุมเกตุ ซึ่งเป็นลางบอกเหตุถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของชาติ
หมอกธุมเกตุเกี่ยวกับการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ไทยในบันทึกประวัติศาสตร์
“หมอกธุมเกตุ” เป็นปรากฏการณ์ที่มักถูกอ้างถึงในบันทึกประวัติศาสตร์หรือเรื่องเล่าในเชิงความเชื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในบ้านเมือง โดยเฉพาะการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ ตามที่มีการกล่าวถึงและบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ไทย ปรากฏการณ์ที่ผู้คนเชื่อว่าเป็น “หมอกธุมเกตุ” เคยเกิดขึ้นในโอกาสสำคัญต่างๆ ดังนี้:
1. หมอกธุมเกตุกับเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 4 (พ.ศ. 2411)
ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 มีการบันทึกไว้ในพงศาวดารว่า ในวันสวรรคตของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 4) ซึ่งตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2411 ได้เกิดปรากฏการณ์ที่ผู้คนเชื่อว่าเป็น “หมอกธุมเกตุ” โดยมีคำบอกเล่าว่า มีหมอกหนาทึบปกคลุมทั่วบริเวณพระบรมมหาราชวังและในพระที่นั่ง ซึ่งเป็นภาพที่ผู้คนในสมัยนั้นเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เคารพรัก
ลักษณะของปรากฏการณ์ที่ถูกเล่าต่อๆ กันมาก็คือ หมอกที่เกิดขึ้นนั้นมีความเย็นเยือกผิดปกติ และปกคลุมอย่างหนาแน่น ทำให้บรรยากาศดูเงียบสงบและเศร้าหมอง ซึ่งผู้คนในยุคนั้นเชื่อว่าเป็นลางบอกเหตุหรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยต่อการสวรรคตของพระองค์
2. หมอกธุมเกตุกับเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 5 (พ.ศ. 2453)
จากข้อมูลและบันทึกทางประวัติศาสตร์ มีการกล่าวถึงปรากฏการณ์ที่เชื่อว่าเป็น “หมอกธุมเกตุ” ในปี พ.ศ. 2453 ที่เป็นช่วงเวลาที่เกิดเหตุการสำคัญของประเทศสยามหรือประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหตุการณ์สวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
- จากบันทึกในพระนิพนธ์: ในพระนิพนธ์ของหม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล เรื่อง “๒๓ ตุลาคม ๒๔๕๓ เมื่อแผ่นดินสยามร้องไห้” ได้มีการบรรยายบรรยากาศในวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5) ว่า “อากาศมืดคุ้มมีหมอขาวลงจัดเกือบถึงหัวคนเดินทั่วไป ผู้ใหญ่เขาบอกว่านี่แหละหมอกธุมเกตุที่ในตำราเขากล่าวถึง ว่ามักจะมีในเวลาที่มีเหตุใหญ่ๆเกิดขึ้น”
- จากบันทึกของหม่อมศรีพรหมา: ในบันทึกของหม่อมศรีพรหมา กฤดากร ซึ่งเป็นนางพระกำนัลในพระราชสำนัก ได้เล่าถึงบรรยากาศในวันสวรรคตของรัชกาลที่ 5 ว่าเป็นวันที่เงียบเหงาผิดปกติ และมีการกล่าวถึงบรรยากาศที่มืดครึ้ม ซึ่งสอดคล้องกับความเชื่อที่ว่า หมอกธุมเกตุจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้
3. หมอกธุมเกตุกับเหตุการณ์การเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2559)
ในรัชสมัยของรัชกาลที่ 9 ในคืนวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีการแชร์ภาพและเรื่องราวในโซเชียลมีเดียว่าเกิดปรากฏการณ์หมอกหนาทึบปกคลุมทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งหลายคนเชื่อว่าเป็น “หมอกธุมเกตุ” ที่เกิดขึ้นเพื่อแสดงความอาลัยต่อการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระองค์
4. หมอกธุมเกตุในวันครบรอบ 1 ปีการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2560)
เหตุการณ์สืบเนื่องจากวันสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในคืนวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ซึ่งต่อมาในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 1 ปี ก็มีการกล่าวถึงปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้อีกครั้ง รวมถึงในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ก็มีรายงานว่ามีหมอกปกคลุมทั่วกรุงเทพฯ ซึ่งทุกคนเชื่อว่าเป็น “หมอกธุมเกตุ“
5. หมอกธุมเกตุในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของรัชกาลที่ 9 (พ.ศ. 2560)
หมอกธุมเกตุ และเหตุการณ์ในวันพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ในวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2560 นั้นมีความเกี่ยวข้องและถูกกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งในวันดังกล่าวและวันก่อนหน้า คือช่วงค่ำของวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2560 ได้มีรายงานจากผู้คนจำนวนมากในพื้นที่กรุงเทพมหานครและบริเวณใกล้เคียง รวมถึงในพื้นที่พระราชพิธีท้องสนามหลวง ว่าได้เกิดปรากฏการณ์หมอกหนาปกคลุมไปทั่วทั้งบริเวณ บรรยากาศดูสงบและเย็นเยือก ซึ่งทำให้หลายคนนึกถึงความเชื่อโบราณเกี่ยวกับ “หมอกธุมเกตุ” ที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญอันน่าเศร้าโศกของบ้านเมือง เช่น การสวรรคตของพระมหากษัตริย์
การที่ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้ ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกถึงความมหัศจรรย์และเชื่อมโยงเข้ากับความเชื่อที่ว่าหมอกธุมเกตุนี้ คือการแสดงความอาลัยจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเป็นสัญญาณว่าพระองค์ได้เสด็จสู่สวรรคาลัยอย่างสมบูรณ์แล้ว
วิเคราะห์ความเชื่อมโยง: ความเชื่อสู่ความจริงทางวิทยาศาสตร์
การที่ หมอกธุมเกตุ ถูกเชื่อมโยงกับเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากปัจจัยหลายประการ:
1. การตีความจากความไม่รู้
ในยุคที่วิทยาศาสตร์ยังไม่เจริญก้าวหน้า ผู้คนไม่สามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติที่ผิดปกติได้ การเห็นดาวหางหรือปรากฏการณ์ทรงกลด (Halo) ที่มีรูปลักษณ์คล้ายหมอกควัน จึงถูกตีความตามความเชื่อที่มีอยู่แล้วว่าเป็นการส่งสัญญาณจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือเบื้องบน
2. อิทธิพลของโหราศาสตร์
โหราศาสตร์เป็นศาสตร์สำคัญที่ใช้ในการกำหนดทิศทางของบ้านเมืองมาตั้งแต่อดีต โหรหลวงมีหน้าที่สังเกตการณ์ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเพื่อทำนายเหตุการณ์ต่างๆ เมื่อมีปรากฏการณ์ที่ไม่คุ้นเคยเกิดขึ้น โหรก็จะตีความตามหลักโหราศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย โดยมองว่า ธุมเกตุ คือดาวบาปเคราะห์ที่นำมาซึ่งความหายนะ ซึ่งช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับการทำนายของตนเอง
3. การบันทึกเพื่อเน้นย้ำความสำคัญ
ในบันทึกพงศาวดาร การกล่าวถึง หมอกธุมเกตุ หรือลางบอกเหตุต่างๆ ก่อนเกิดเหตุการณ์สำคัญ มีส่วนช่วยในการเน้นย้ำถึงความยิ่งใหญ่และความสำคัญของเหตุการณ์นั้นๆ ทำให้ดูเหมือนเป็นเหตุการณ์ที่ถูกลิขิตไว้แล้วจากฟ้าดิน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
บทสรุปและข้อคิด
| หัวข้อ | ความเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ในอดีต | ข้อคิดจากการวิเคราะห์ |
| ความหมาย | สัญลักษณ์แห่งลางบอกเหตุร้าย, การผลัดแผ่นดิน, สงคราม | ความเชื่อที่เกิดจากการตีความปรากฏการณ์ทางธรรมชาติในยุคที่ความรู้ยังจำกัด |
| ในพงศาวดาร | ปรากฏการณ์ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาทั้งสองครั้ง | เป็นการบันทึกเพื่อเน้นย้ำความสำคัญของเหตุการณ์ และสร้างความชอบธรรมให้แก่การทำนายของโหร |
| สาเหตุแท้จริง | ดาวหาง, ปรากฏการณ์ทรงกลด (Lunar Halo), การหักเหของแสง | ล้วนเป็นปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์และอุตุนิยมวิทยาที่สามารถอธิบายได้ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน |
| ผลกระทบต่อสังคม | ก่อให้เกิดความหวาดกลัว, ความไม่มั่นคงทางจิตใจในหมู่ประชาชน | แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของความเชื่อต่อการรับรู้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ของคนในอดีต |
หมอกธุมเกตุ เปรียบเสมือนกุญแจสำคัญที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวคิดและโลกทัศน์ของคนไทยในอดีต ที่มองว่าปรากฏการณ์บนท้องฟ้า คือการสื่อสารจากธรรมชาติที่มีความหมายลึกซึ้งเกินกว่าที่ตาเห็น การศึกษาเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้เป็นการลบล้างคุณค่าของบันทึกทางประวัติศาสตร์ แต่เป็นการเปิดมุมมองใหม่ที่ช่วยให้เราเข้าใจเหตุการณ์สำคัญในอดีตได้อย่างสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยนำความเชื่อดั้งเดิมมาเชื่อมโยงกับหลักการทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ทำให้เรื่องราวที่เคยเต็มไปด้วยความลี้ลับกลายเป็นความรู้ที่น่าสนใจและสามารถอธิบายได้
คำถามและคำแนะนำเกี่ยวกับ หมอกธุมเกตุ
ตอบ: หมอกธุมเกตุ คือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดจากสภาพอากาศหนาวเย็นและมีความชื้นสูง ทำให้ไอน้ำในอากาศควบแน่นเป็นหมอกหนาทึบ ซึ่งมักเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีหมอกควันหรือมลพิษทางอากาศร่วมด้วย เมื่อแสงไฟจากเมืองส่องผ่านม่านหมอกจึงเกิดเป็นสีแดงหรือสีส้มเข้ม ทำให้ผู้คนในสมัยก่อนเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติ
ตอบ: ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย มีการบันทึกถึงหมอกธุมเกตุในพงศาวดารหลายฉบับ โดยเชื่อว่าเป็นลางร้ายหรือสัญญาณบอกเหตุไม่ดี เช่น มีการกล่าวถึงว่าปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 ทำให้หมอกธุมเกตุถูกผูกโยงกับเรื่องโชคลางและความเชื่อมาอย่างยาวนาน
ตอบ: หมอกทั่วไป เกิดจากการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ แต่หมอกธุมเกตุ มีความพิเศษตรงที่มีความหนาแน่นมากกว่าและมีสีแดงหรือสีส้มเข้ม ซึ่งเกิดจากมลพิษในอากาศสะท้อนแสงไฟที่ส่องผ่านม่านหมอก นอกจากนี้หมอกธุมเกตุยังมีความเชื่อในเชิงลางบอกเหตุร้าย ซึ่งหมอกทั่วไปไม่มี
ตอบ: ปัจจุบัน หมอกธุมเกตุถูกอธิบายตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยร่วมกับมลพิษในอากาศ ไม่ได้เป็นสิ่งเหนือธรรมชาติหรือลางบอกเหตุร้ายใด ๆ อีกต่อไป แต่ยังคงถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ในสื่อบันเทิงเพื่อสร้างบรรยากาศลึกลับน่ากลัว
ตอบ: หมอกธุมเกตุไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ส่วนใหญ่มักจะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นและมีความชื้นสูง เช่น บริเวณภาคเหนือของไทยในช่วงฤดูหนาว หรือในเขตพื้นที่ที่มีการเผาไหม้และมีแหล่งกำเนิดแสงสว่าง ซึ่งเอื้อต่อการเกิดปรากฏการณ์นี้
ที่มาข้อมูลอ้างอิง:
- พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระราชหัตถเลขา. (ม.ป.ป.).
- กรมอุตุนิยมวิทยา. (ม.ป.ป.). ปรากฏการณ์ทรงกลด (Halo). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.tmd.go.th/info/info.php?FileID=21
- ราชบัณฑิตยสถาน. (ม.ป.ป.). พจนานุกรมศัพท์โหราศาสตร์. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: http://www.royin.go.th
- มหาวิทยาลัยมหิดล. (ม.ป.ป.). เรื่องเล่าก่อนเข้านอน : เมฆและปรากฏการณ์น่ารู้. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://il.mahidol.ac.th/th/story/clouds/
- สุจิตต์ วงษ์เทศ. (2558). ลิลิตโองการแช่งน้ำ สรรเสริญพระอิศวร-นารายณ์-พระอาทิตย์-พระจันทร์ และดาวพระเคราะห์ทั้ง ๘. [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก: https://www.matichon.co.th/column/sukit-wongthes/news_316075
ที่มารูปภาพประกอบบทความ:
- เว็บไซต์วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (th.wikipedia.org)
- เว็บไซต์รูปภาพฟรี (https://unsplash.com/)

