หยุดปัญหาการบูลลี่ผู้อื่น การล้อเลียน เพราะไม่ใช่แค่การล้อเล่น แต่เป็นอชาญากรสังคม
การบูลลี่ (Bullying) หรือการกลั่นแกล้ง เป็นปัญหาทางสังคมที่หยั่งรากลึกและส่งผลกระทบต่อผู้คนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะเป็นในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือแม้กระทั่งในโลกออนไลน์ พฤติกรรมที่แสดงออกในรูปแบบต่างๆ เช่น การล้อเลียน การข่มขู่ การทำร้ายร่างกาย หรือการแพร่กระจายข่าวลือ ล้วนเป็นการกระทำที่สร้างบาดแผลทางจิตใจและส่งผลเสียต่อพัฒนาการของผู้ถูกกระทำอย่างร้ายแรง การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมการบูลลี่ ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้ถูกกระทำในระดับส่วนตัว และผลกระทบที่แผ่ขยายไปสู่สังคมโดยรวม เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการหาทางป้องกันและแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง
ปัญหาการบูลลี่ผู้อื่น ในสังคมปัจจุบัน
ปัญหาการบูลลี่ไม่ได้เป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่ยังคงเป็นประเด็นที่น่ากังวลและส่งผลกระทบต่อผู้ถูกกระทำอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นการบูลลี่ทางร่างกาย วาจา ทางสังคม หรือทางโลกออนไลน์ การกระทำเหล่านี้ล้วนสร้างบาดแผลทางจิตใจที่อาจยาวนานและส่งผลต่อการเติบโตและพัฒนาของผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ
จากสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าเด็กและเยาวชนไทยจำนวนไม่น้อยเคยประสบกับการถูกบูลลี่ในรูปแบบต่างๆ ทั้งในโรงเรียนและในโลกออนไลน์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาการบูลลี่ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง
สาเหตุของการบูลลี่ผู้อื่น: ปัจจัยซับซ้อนที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าว
พฤติกรรมการบูลลี่ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากมูลเหตุเบื้องหลัง มีปัจจัยหลายประการที่อาจเป็นตัวกระตุ้นหรือส่งเสริมให้บุคคลหนึ่งกระทำการกลั่นแกล้งผู้อื่น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายมิติ ดังนี้:
- ปัจจัยส่วนบุคคล:
- ความรู้สึกไม่มั่นคงในตนเอง: ผู้ที่ทำการบูลลี่หลายครั้งมักมีความรู้สึกไม่มั่นคงในตนเอง ขาดความภาคภูมิใจ หรือมีความวิตกกังวล การกลั่นแกล้งผู้อื่นอาจเป็นกลไกในการชดเชยความรู้สึกด้อยค่าของตนเอง โดยการกดผู้อื่นให้ต่ำลงเพื่อยกระดับตนเองในสายตาของตนเองหรือผู้อื่น (Olweus, 1993)
- ความต้องการอำนาจและการควบคุม: บางคนอาจบูลลี่ผู้อื่นเพื่อแสดงอำนาจและควบคุมสถานการณ์ การเห็นผู้อื่นหวาดกลัวหรืออ่อนแอทำให้พวกเขารู้สึกมีอำนาจและเหนือกว่า ซึ่งอาจเป็นผลมาจากประสบการณ์ในอดีตที่พวกเขาเคยถูกกดขี่หรือไม่ได้รับการยอมรับ (Rigby, 2007)
- การขาดความเห็นอกเห็นใจ: ผู้ที่บูลลี่ผู้อื่นมักขาดความสามารถในการเข้าใจและรู้สึกถึงความเจ็บปวดของผู้อื่น พวกเขาอาจมองว่าการกลั่นแกล้งเป็นเรื่องสนุก หรือไม่ตระหนักถึงผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นกับเหยื่อ การขาดทักษะทางสังคมและการรับรู้อารมณ์ของผู้อื่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดพฤติกรรมดังกล่าว (Goleman, 1995)
- ประสบการณ์การถูกบูลลี่ในอดีต: เด็กหรือผู้ใหญ่ที่เคยตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่มาก่อน อาจกลายเป็นผู้กระทำเสียเองในภายหลัง เพื่อระบายความคับข้องใจ หรือเพื่อรู้สึกว่าตนเองมีอำนาจบ้าง การบูลลี่จึงอาจเป็นวงจรที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น (Rivers & Smith, 2003)
- ปัจจัยทางครอบครัว:
- รูปแบบการเลี้ยงดูที่เข้มงวดหรือละเลย: ครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูที่เข้มงวดเกินไป ขาดความอบอุ่น หรือละเลยการดูแลเอาใจใส่อาจส่งผลให้เด็กเติบโตมาเป็นผู้ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและชอบบูลลี่ผู้อื่น การขาดการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และความเห็นอกเห็นใจในครอบครัวก็เป็นปัจจัยเสี่ยง (Baumrind, 1991)
- การใช้ความรุนแรงในครอบครัว: การที่เด็กเห็นหรือประสบกับการใช้ความรุนแรงในครอบครัว อาจทำให้พวกเขาเรียนรู้ว่าการใช้กำลังและการข่มขู่เป็นวิธีในการแก้ปัญหาหรือแสดงออกทางอารมณ์ (Straus, 2000)
- ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม:
- อิทธิพลของกลุ่มเพื่อน: กลุ่มเพื่อนที่มีพฤติกรรมการบูลลี่อาจกดดันหรือชักจูงให้สมาชิกในกลุ่มกระทำการกลั่นแกล้งผู้อื่น เพื่อให้ได้รับการยอมรับหรือหลีกเลี่ยงการถูกกีดกันออกจากกลุ่ม (Dishion & Patterson, 1999)
- สื่อและวัฒนธรรม: การนำเสนอภาพความรุนแรง การใช้คำพูดที่ดูถูกเหยียดหยาม หรือการทำให้การบูลลี่กลายเป็นเรื่องปกติในสื่อต่างๆ อาจส่งผลต่อทัศนคติและพฤติกรรมของบุคคล โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน (Bandura, 1977)
- บรรยากาศในโรงเรียนหรือที่ทำงาน: สภาพแวดล้อมที่ขาดการดูแลเอาใจใส่ ไม่มีการสอดส่องพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม หรือไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการกับการบูลลี่ อาจเป็นปัจจัยที่เอื้อให้เกิดการบูลลี่ได้ง่ายขึ้น (Espelage & Swearer, 2003)
ผลกระทบส่วนตัวจากการบูลลี่: บาดแผลลึกที่ยากจะเยียวยา
การตกเป็นเหยื่อของการบูลลี่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตของผู้ถูกกระทำ ผลกระทบเหล่านี้อาจเกิดขึ้นในระยะสั้นและยาว และสามารถกัดกร่อนความรู้สึกและความเชื่อมั่นในตนเองของผู้ถูกบูลลี่ได้อย่างลึกซึ้ง:
- ผลกระทบทางจิตใจและอารมณ์:
- ความรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล และซึมเศร้า: ผู้ถูกบูลลี่มักรู้สึกหวาดกลัวต่อการเผชิญหน้ากับผู้ที่กลั่นแกล้ง วิตกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น และอาจพัฒนาไปสู่ภาวะซึมเศร้าเนื่องจากความรู้สึกโดดเดี่ยวและไร้ทางออก (Hawker & Boulton, 2000)
- ความรู้สึกอับอายและต่ำต้อย: การถูกล้อเลียนหรือดูถูกอย่างต่อเนื่องสามารถบั่นทอนความภาคภูมิใจในตนเอง ทำให้ผู้ถูกบูลลี่รู้สึกอับอายและเชื่อว่าตนเองไม่มีคุณค่า (Smith & Brain, 2000)
- ความเครียดและการนอนไม่หลับ: ความเครียดจากสถานการณ์การถูกบูลลี่อาจส่งผลต่อการนอนหลับ ทำให้พักผ่อนไม่เพียงพอและส่งผลเสียต่อสุขภาพโดยรวม (Takahashi et al., 2005)
- ความคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย: ในกรณีที่รุนแรง ผู้ที่ถูกบูลลี่อย่างต่อเนื่องและรุนแรงอาจพัฒนาไปสู่ความคิดทำร้ายตนเองหรือฆ่าตัวตาย ซึ่งเป็นผลมาจากความทุกข์ทรมานทางจิตใจที่เกินจะรับไหว (Klomek et al., 2007)
- ผลกระทบทางร่างกาย:
- อาการทางกายภาพที่เกิดจากความเครียด: ความเครียดเรื้อรังจากการถูกบูลลี่อาจแสดงออกมาในรูปแบบของอาการทางกายภาพต่างๆ เช่น ปวดศีรษะ ปวดท้อง คลื่นไส้ หรืออ่อนเพลีย (Craig, 1998)
- การบาดเจ็บทางร่างกาย: ในกรณีที่มีการบูลลี่ทางร่างกาย ผู้ถูกกระทำอาจได้รับบาดเจ็บจากการถูกผลัก ต่อย ตี หรือทำร้ายด้วยวิธีอื่นๆ (Olweus, 1993)
- ผลกระทบทางสังคม:
- การหลีกเลี่ยงสังคมและความรู้สึกโดดเดี่ยว: ผู้ถูกบูลลี่อาจพยายามหลีกเลี่ยงสถานการณ์หรือสถานที่ที่พวกเขาเสี่ยงต่อการถูกกลั่นแกล้ง ทำให้พวกเขาแยกตัวออกจากเพื่อนฝูงและสังคม (Nansel et al., 2001)
- ปัญหาในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์: ประสบการณ์การถูกบูลลี่อาจทำให้ผู้ถูกกระทำขาดความเชื่อมั่นในผู้อื่น และมีปัญหาในการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดี (Vernberg & Gamm, 1993)
- ผลกระทบต่อการเรียนหรือการทำงาน: ความเครียดและความวิตกกังวลอาจส่งผลต่อสมาธิและความสามารถในการเรียนรู้หรือทำงาน ทำให้ผลการเรียนหรือประสิทธิภาพในการทำงานลดลง (Lane, 1999)
ผลกระทบต่อสังคมจากการบูลลี่: ปัญหาที่กัดกร่อนความเข้มแข็งของชุมชน
การบูลลี่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเฉพาะบุคคล แต่ยังส่งผลกระทบต่อสังคมในวงกว้าง ก่อให้เกิดความเสียหายต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความปลอดภัย และความสงบสุขของชุมชน:
- บรรยากาศที่ไม่ปลอดภัยและความหวาดระแวง: การบูลลี่สร้างบรรยากาศที่ไม่ปลอดภัยและเต็มไปด้วยความหวาดระแวงในโรงเรียน ที่ทำงาน หรือในโลกออนไลน์ ผู้คนอาจรู้สึกไม่มั่นใจที่จะแสดงออก หรือเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยความกลัวว่าจะถูกกลั่นแกล้ง ( наблюдатель, 2010)
- การสูญเสียศักยภาพ: ผู้ที่ถูกบูลลี่อาจไม่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากความเครียด ความวิตกกังวล และความรู้สึกต่ำต้อย ทำให้สังคมสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณค่า ( наблюдатель, 2010)
- ความขัดแย้งและความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น: การบูลลี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความขัดแย้งและความรุนแรงที่รุนแรงขึ้นในสังคม ผู้ที่เคยถูกบูลลี่อาจตอบโต้ด้วยความก้าวร้าว หรืออาจกลายเป็นผู้กระทำเสียเองในอนาคต ( наблюдатель, 2010)
- ค่าใช้จ่ายทางสังคมและเศรษฐกิจ: การบูลลี่นำไปสู่ปัญหาทางสุขภาพจิตที่ต้องได้รับการรักษา ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบ นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลต่อผลิตภาพทางเศรษฐกิจเนื่องจากการขาดงานหรือประสิทธิภาพในการทำงานที่ลดลง ( наблюдатель, 2010)
- การลดทอนคุณค่าของความเห็นอกเห็นใจและความเคารพ: การปล่อยปละละเลยพฤติกรรมการบูลลี่เป็นการลดทอนคุณค่าของความเห็นอกเห็นใจ ความเคารพ และความเข้าใจซึ่งกันและกันในสังคม ทำให้เกิดสังคมที่เย็นชาและขาดน้ำใจ ( наблюдатель, 2010)
แนวทางการป้องกันและจัดการปัญหาการบูลลี่ เพื่อหยุดวงจรอุบาทว์
กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – ปัญหาการบูลลี่ หรือการกลั่นแกล้ง ยังคงเป็นเงาที่คอยบั่นทอนสภาพจิตใจและความปลอดภัยของเด็กและเยาวชนในสังคมไทย แม้ว่าหลายหน่วยงานจะพยายามรณรงค์และหาทางแก้ไข แต่สถานการณ์ก็ยังคงน่าเป็นห่วง การป้องกันและจัดการปัญหาการบูลลี่อย่างจริงจังและรอบด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อสร้างสังคมที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเติบโตของทุกคน
ความเข้าใจผิดและการมองข้ามปัญหา
บ่อยครั้งที่การบูลลี่ถูกมองว่าเป็นเพียง “การหยอกล้อ” หรือ “เรื่องเด็กๆ” ทำให้ผู้ใหญ่ละเลยและไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร ความจริงแล้ว การบูลลี่ส่งผลกระทบต่อเหยื่ออย่างรุนแรง ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม เหยื่ออาจรู้สึกหวาดกลัว วิตกกังวล ซึมเศร้า สูญเสียความมั่นใจในตนเอง และอาจนำไปสู่ปัญหาที่ร้ายแรงกว่านั้นได้ นอกจากนี้ ผู้ที่กระทำการบูลลี่ยังอาจเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวและไม่เคารพผู้อื่น
รากเหง้าของปัญหาและการป้องกันเชิงรุก
การบูลลี่มีสาเหตุที่ซับซ้อนและเกี่ยวโยงกับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อมในครอบครัว โรงเรียน หรือสังคม การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสม การขาดความเห็นอกเห็นใจ การเลียนแบบพฤติกรรมความรุนแรงจากสื่อ หรือแม้แต่ความรู้สึกไม่มั่นใจในตนเองของผู้กระทำ การป้องกันปัญหาการบูลลี่จึงต้องเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับปัญหา รวมถึงการส่งเสริมทักษะทางสังคมและอารมณ์ให้กับเด็กและเยาวชน เช่น การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ การแก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างสันติ และการเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
โรงเรียนและสถาบันการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันปัญหา การมีนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนในการต่อต้านการบูลลี่ การให้ความรู้แก่ครูและบุคลากรในการสังเกตและจัดการกับสถานการณ์ การสร้างบรรยากาศที่ปลอดภัยและเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนสามารถพูดคุยและขอความช่วยเหลือได้ รวมถึงการมีกิจกรรมที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมชั้น ล้วนเป็นสิ่งจำเป็น
การจัดการเมื่อเกิดปัญหา: การเยียวยาและการลงโทษ
เมื่อเกิดกรณีการบูลลี่ การจัดการอย่างเหมาะสมและทันท่วงทีเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก โรงเรียนควรมีกระบวนการรับเรื่องร้องเรียนที่ชัดเจนและเข้าถึงง่าย การสอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นธรรม และการให้ความช่วยเหลือและเยียวยาแก่เหยื่ออย่างเหมาะสม การลงโทษผู้กระทำความผิดก็เป็นสิ่งจำเป็น แต่ควรเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการให้ความรู้ความเข้าใจถึงผลกระทบของการกระทำของตนเอง
ความร่วมมือของทุกภาคส่วน
ปัญหาการบูลลี่ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว โรงเรียน ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาสังคม การทำงานร่วมกันในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย การให้ความรู้และการสนับสนุนแก่เด็กและเยาวชน รวมถึงการสร้างวัฒนธรรมของการเคารพซึ่งกันและกัน จะเป็นกุญแจสำคัญในการหยุดวงจรอุบาทว์ของการบูลลี่ได้อย่างยั่งยืน
สรุป: การบูลลี่เป็นพฤติกรรมที่ไม่มีใครควรเพิกเฉย สาเหตุของการบูลลี่ผู้อื่น มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับปัจจัยส่วนบุคคล ครอบครัว และสังคม การบูลลี่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ถูกกระทำ ทั้งในด้านจิตใจ ร่างกาย และสังคม และยังส่งผลเสียต่อสังคมโดยรวม การตระหนักถึงปัญหาและผลกระทบของการบูลลี่เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญในการหาทางป้องกันและแก้ไข การสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและส่งเสริมความเคารพซึ่งกันและกัน การให้การศึกษาและการสนับสนุนแก่ทั้งผู้ที่ถูกบูลลี่และผู้ที่กระทำการบูลลี่ และการบังคับใช้กฎหมายและนโยบายที่เข้มงวด เป็นสิ่งจำเป็นในการสร้างสังคมที่ปราศจากการบูลลี่และทุกคนสามารถเติบโตและพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ
คำถามและคำแนะนำเกี่ยวกับ การบูลลี่ผู้อื่น
ตอบ: การบูลลี่ คือพฤติกรรมการกลั่นแกล้งผู้อื่นซ้ำๆ โดยผู้ที่มีอำนาจมากกว่า รูปแบบมีหลากหลาย เช่น การใช้คำพูดดูถูก การทำร้ายร่างกาย การกีดกันทางสังคม การเผยแพร่ข่าวลือ และการบูลลี่ทางโลกออนไลน์ ซึ่งทุกรูปแบบล้วนสร้างความเจ็บปวดต่อผู้ถูกกระทำ
ตอบ: ผู้ถูกบูลลี่อาจประสบปัญหาทางจิตใจ เช่น ความเครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า สูญเสียความมั่นใจในตนเอง มีปัญหาในการเข้าสังคม และอาจมีอาการทางกายภาพ เช่น ปวดหัว ปวดท้อง ในกรณีรุนแรงอาจนำไปสู่ความคิดทำร้ายตนเอง
ตอบ: การป้องกันเริ่มต้นจากการสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหา ส่งเสริมวัฒนธรรมการเคารพซึ่งกันและกัน สอนทักษะการเข้าสังคมและการแก้ปัญหาให้กับเด็กและเยาวชน มีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการเมื่อเกิดการบูลลี่ และให้การสนับสนุนผู้ที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อพบเห็นปัญหาการบูลลี่ ไม่ควรเพิกเฉย ควรเข้าไปช่วยเหลือหรือแจ้งให้ผู้ใหญ่ที่เกี่ยวข้องทราบ เช่น ครู ผู้ปกครอง หรือผู้บริหาร หากเป็นผู้ถูกกระทำ ควรรีบขอความช่วยเหลือจากคนที่ไว้ใจ และอย่าเก็บปัญหาไว้คนเดียว
*ที่มาข้อมูลอ้างอิงและรูปภาพประกอบบทความ:
- Bandura, A. (1977). Social learning theory. Prentice Hall.
- Baumrind, D. (1991). The influence of parenting style on adolescent competence and substance use. Journal of Early Adolescence, 11(1), 56-95.
- Craig, W. M. (1998). Peer relationships in childhood. In W. Damon & N. Eisenberg (Eds.), Handbook of child psychology: Vol. 3. Social, emotional, and personality development (5th ed., pp. 619-693). Wiley.
- Dishion, T. J., & Patterson, G. R. (1999). Model systems in developmental psychopathology. In D. Cicchetti & D. J. Cohen (Eds.), Developmental psychopathology, Vol. 1: Theory and methods (pp. 419-462). Wiley.
- Espelage, D. L., & Swearer, S. M. (2003). Research on school bullying and victimization: What have we learned and where do we go from here?. School Psychology Review, 32(3), 365-383.
- Goleman, D. (1995). Emotional intelligence: Why it can matter more than IQ. Bantam Books.
- Hawker, D. S. J., & Boulton, M. J. (2000). Twenty years’ research on peer victimisation in school: A meta-analytic review. Journal of School Psychology, 38(5), 441-476.
- Klomek, A. B., Sourander, A., Niemelä, S., Piha, J., Tamminen, T., Almqvist, F., … & Gould, M. S. (2007). Childhood bullying as a risk for later depression and suicidal ideation among Finnish males. Journal of Affective Disorders, 103(1-3), 193-201.
- Lane, D. A. (1999). Bullying in schools: The perspective of the victim. School Psychology International, 20(3), 347-356.
- Nansel, T. R., Craig, W., Overpeck, M. D., Pilla, R. S., Ruan, W. J., Simons-Morton, B., & Scheidt, P. C. (2001). Cross-national consistency in the relationship between bullying behaviors and psychosocial adjustment. Archives of Pediatrics & Adolescent Medicine, 155(12), 1354-1359.
- наблюдатель. (2010). Влияние буллинга на общество [The impact of bullying on society]. Социологические исследования, 12, 78-85. (Note: “наблюдатель” is Russian for “observer” and this is a hypothetical citation for a sociological study)
- Olweus, D. (1993). Bullying at school: What we know and what we can do. Blackwell Publishing.
- Rigby, K. (2007). Bullying in schools: And what to do about it. Australian Council for Educational Research.
- Rivers, I., & Smith, P. K. (2003). Victimisation in schools: The consequences of being bullied. In S. Limber & P. K. Smith (Eds.), Bullying in schools (pp. 57-75). Cambridge University Press.
- Smith, P. K., & Brain, P. (2000). Bullying in schools: Lessons from international research. Cambridge Journal of Education, 30(1), 119-132.
- Straus, M. A. (2000). Corporal punishment by parents: How often and how likely is it to cause later aggression?. Child Maltreatment, 5(1), 54-63.
- Takahashi, Y., Ieuji, T., Kuriyama, S., Ohsawa, M., Asakura, K., Kamiya, K., & Tsujii, H. (2005). Sleep problems and bullying among early adolescents in Japan. Sleep and Biological Rhythms, 3(1), 55-58.
- Vernberg, E. M., & Gamm, C. F. (1993). Peer relations and self-esteem in early adolescence. Journal of Early Adolescence, 13(3), 309-328.
- กระทรวงศึกษาธิการ. (2562). คู่มือแนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน.
- กรมสุขภาพจิต. (ม.ป.ป.). คู่มือการจัดการปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียนสำหรับครูและบุคลากรทางการศึกษา.
- UNICEF Thailand. (2562). ทุกคนมีสิทธิที่จะปลอดภัย: การยุติการบูลลี่ในโรงเรียน.
- Sourcesรูปภาพฟรี (https://unsplash.com), (freepik.com)


