ประเพณีทอดกฐิน

การทอดกฐิน เป็นประเพณีสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่ชาวพุทธปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน นิยมทำกันตั้งแต่วันแรมหนึ่งค่ำเดือนสิบเอ็ด ไปจนถึงสิบห้าค่ำเดือนสิบสอง โดยมีที่มาจากพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้ภิกษุสามเณรที่อยู่จำพรรษาครบ 3 เดือน ได้รับผ้าไตรจีวรใหม่เป็นกรณีพิเศษ เรียกว่า “ผ้ากฐิน

การทอดกฐิน คือ การนำผ้ากฐินไปวางไว้ต่อหน้าพระสงฆ์อย่างน้อย 5 รูป แล้วให้พระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่งที่ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์เป็นเอกฉันท์ให้เป็นผู้รับกฐินนั้น ซึ่งวัดหนึ่งจะรับกฐินได้เพียงปีละ 1 ครั้งเท่านั้น และรับได้เฉพาะในช่วงกฐินกาล ตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 จนถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12

ที่มาและความหมายของการทอดกฐิน

ที่มาของการทอดกฐิน มีปรากฏอยู่ในพุทธประวัติว่าครั้งหนึ่งมีภิกษุชาวปาไฐยรัฐจำนวน 30 รูป ได้เดินทางมาเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าหลังออกพรรษา ด้วยความยากลำบาก เพราะฝนยังตกชุกอยู่ ทำให้จีวรเปื้อนโคลนและเปียกชุ่ม พระพุทธเจ้าทรงเห็นความลำบาก จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์ผู้จำพรรษา ครบ 3 เดือนแล้วสามารถกราน (รับผ้า) กฐินได้ เพื่อจะได้มีจีวรเปลี่ยนใหม่

คำว่า กฐิน แปลว่า ไม้สะดึง ซึ่งหมายถึง กรอบไม้ชนิดหนึ่งส่วนใหญ่เป็นวงกลมสำหรับขึงผ้าให้ตึง เพื่อความสะดวกในการเย็บหรือปัก ในสมัยโบราณการเย็บผ้าและปักผ้าต้องเอาไม้สะดึงมาขึงผ้าให้ตึงเสียก่อน แล้วจึงเย็บเพราะช่างยังไม่มีความชำนาญเหมือนสมัยปัจจุบันนี้ และเครื่องมือในการเย็บก็ยังไม่เพียงพอ เหมือนจักรเย็บผ้าในปัจจุบัน

การทำจีวรในสมัยโบราณจะเป็นผ้ากฐินหรือแม้แต่จีวรอันมิใช่ผ้ากฐิน ถ้าภิกษุทำเอง ก็จัดเป็นงานเอิกเกริกทีเดียว เช่นตำนานกล่าวไว้ว่า การเย็บจีวรนั้น พระเถรานุเถระต่างมาช่วยกัน เป็นต้นว่า พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ แม้สมเด็จพระบรมศาสดาก็เสด็จลงมาช่วย ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ก็ช่วยขวนขวายในการเย็บจีวร อุบาสกอุบาสิกาก็จัดหาน้ำดื่ม มาถวายพระภิกษุสงฆ์ มีองค์พระสัมมาสัมพุทธะเป็นประธาน โดยนัยนี้ การเย็บจีวรแม้โดยธรรมดา ก็เป็นการต้องช่วยกันทำหลายผู้หลายองค์ (ซึ่งปัจจุบันมีจีวรสำเร็จรูปจำหน่าย)

กฐิน มีกี่แบบ

กฐินมี 2 แบบ คือ แบบจุลกฐิน ซึ่งจะต้องทำทุกอย่างให้เสร็จภายใน 1 วัน ตั้งแต่เก็บฝ้ายมากรอเป็นด้ายจนทอเป็นผืนผ้าและนำไปทอดในวันเดียวกัน เข้าใจว่าน่าจะมีที่มาจากการทอดกฐินในช่วงสุดท้ายของกฐินกาล หากใกล้ถึงกลางเดือน 12 แล้ววัดใดยังไม่มีผู้นำผ้ากฐินมาถวายก็ต้องเร่งรีบจัดการทำผ้ากฐินมาทอดให้ทัน ในปัจจุบันจุลกฐินมักจัดขึ้นเป็นพิเศษเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมมากกว่า

สำหรับกฐินที่ทอดกันอยู่ทั่วไปนั้นเรียกว่า มหากฐิน ปัจจุบันมักมีเจ้าภาพหลายคน จึงนิยมเรียกว่ากฐินสามัคคี เนื่องจากวัดหนึ่งรับกฐิน

ได้เพียงครั้งเดียว จึงต้องรีบไปขอจองล่วงหน้าไว้ เพื่อให้ได้ทอดกฐินที่วัดตนที่ต้องการสำหรับวัดที่เป็นพระอารามหลวงจะได้รับกฐินพระราชทาน

ซึ่งจะถวายกันในโบสถ์ ในขณะที่กฐินของคนทั่วไปนิยมถวายกันที่ศาลาการเปรียญหรือในวิหารมากกว่า

ธงกฐิน

ประเพณีอย่างหนึ่งที่คู่กับการทอดกฐิน คือ การประดับธงกฐิน ซึ่งเป็นปริศนาธรรม ธงกฐินมีทั้งหมด 4 แบบ คือ ธงกฐินรูปจระเข้ ธงกฐินรูปนางมัจฉา (นางเงือก) ธงกฐินรูปตะขาบ และธงกฐินรูปเต่า ประดับไว้ เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่าฤดูกาลกฐินได้มาถึงแล้ว
โดยบุญกฐินนั้นมีเขตกาลทานตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12

ได้แก่ ธงจระเข้ (แทนความโลภเพราะปากใหญ่กินไม่อิ่ม)

ตะขาบ (แทนความโกรธที่แผดเผาใจดุจพิษตะขาบ) นางมัจฉา (แทนความหลงใหลในสาวงาม) และเต่า (แทนสติ คือควรระวังกายใจดุจเต่าที่หดอวัยวะซ่อนไว้ในกระดอง) แต่เดิมธงจระเข้และธงนางมัจฉาใช้ประดับในพิธีถวายผ้ากฐิน ส่วนธงตะขาบใช้ประดับเพื่อแจ้งว่าวัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว

และเมื่อทอดกฐินเสร็จ ก็จะประดับด้วยธงเต่า ซึ่งจะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12 แต่ในปัจจุบันมักจะเห็นเพียงธงจระเข้และนางมัจฉาเท่านั้น

ธงกฐินทั้ง 4 คือ จระเข้ นางมัจฉา (นางเงือก) ตะขาบ และเต่า เป็นการส่งสัญญาณว่าฤดูกาลกฐินได้มาถึงแล้ว
โดยบุญกฐินนั้นมีเขตกาลทานตั้งแต่ วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 12
โดยที่ธงทั้ง 4 ชนิด มีความหมายดังนี้
1.”จระเข้” ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว (ให้ผู้จะมาปวารณาทอดกฐิน
ผ่านไปวัดอื่นเลย ไม่ต้องเสียเวลามาถาม)

2.”ธงเต่า” ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว (จะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12 )

3.”ธงนางมัจฉา” ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน (เป็นตัวแทนหญิงสาว ตามความเชื่อว่าอานิสงค์จากการ
ถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์จะมีรูปงาม)

4.”ธงเต่า” ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน (เป็นตัวแทนของเจ้าภาพ) เชื่อว่าผู้ถวายกฐินจะมีอายุยืน


แต่เดิมนั้นธงกฐินงานหนึ่งจะมีอยู่ 4 ผืนเท่านั้น ปัจจุบันมีความเชื่อว่าธงกฐินจะมีอานิสงส์ทางการค้าขาย ทำให้มีจำนวนมากขึ้นตามความต้องการของเจ้าภาพ
บุญกฐินในอีสานนั้นถือว่าเป็นบุญที่มีอานิสงส์มาก เจ้าภาพนั้นได้อานิสงส์ถึง 80 กัป และผู้ร่วมมาทำทาน ช่วยงาน หรืออนุโมทนาก็ยังได้รับอานิสงส์เป็นเอนกประการ

เป็นปริศนาธรรมของคนอีสานโบราณผ่านธงกฐิน
1.จระเข้ หมายถึง ความโลภ โดยที่จรเข้ปากใหญ่ กินไม่อิ่ม เมื่อได้คาบสิ่งใดไว้จะกลืนทั้งสิ้น การคาบดอกบัวเปรียบเสมือนการละความโลภ ด้วยมีพระธรรมเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว อีกนัยหนึ่งเป็นตำราที่กล่าวว่าเศรษฐีตระหนี่ ตายไปเกิดเป็นจระเข้เฝ้าสมบัติ ต่อมาญาติได้เอาสมบัติที่เศรษฐีฝังไว้มาทำบุญกฐิน แต่จระเข้ไม่สามารถเอาไปด้วยได้ จึงให้คนเขียนรูปจำลองตัวเองไป อานิสงส์นั้นทำให้ไปเกิดเป็นดาวจระเข้

2.ตะขาบ หมายถึง ความโกรธ อุปมาพิษของตะขาบเหมือนความโกรธที่แผดเผาจิต อีกนัยหนึ่งกล่าวว่า เดือนสิบสองอากาศจะแห้ง อันเป็นช่วงบุญกฐินพอดี ตะขาบจะออกมาจากที่อยู่เดิม เพื่อหาที่อยู่ใหม่ เสมือนการ ออกมาร่วมอนุโมทนาบุญ

3.นางมัจฉา หมายถึง ความหลง หากตัดความหลงได้จะพบความสงบแห่งจิตใจ ประดุจนางมัจฉาที่น้อมดอกบัว อนุโมทนา อีกประการหนึ่ง ช่วงฤดูกฐิน ปลาจะกลับสู่ห้วงน้ำที่เคยจากมา เสมือนคนหนุ่มสาวผู้ไม่มีโอกาสทำทาน เพราะมัวแต่ทำกิจอื่น

4.เต่า หมายถึง สติ (การระวังรักษาอายตนะทั้ง 6 ดุจเต่าที่หดอวัยวะซ่อนในกระดอง) และเต่าเป็นสัตว์มีอายุยืน แต่เคลื่อนไหวช้า เสมือนคนแก่ที่ไม่มีกำลังจะมาทอดกฐินที่วัด ให้เร่งประกอบความดีตั้งแต่เป็นหนุ่มสาว

การประดับธงกฐิน มีความหมายแตกต่างกันทั้ง 4 ธง

  • ธงจระเข้ – ธงกฐินรูปจระเข้ ใช้ประดับในการแห่ (มีตำนานว่าเศรษฐีเกิดเป็นจระเข้ว่ายน้ำตามขบวนกฐินจนขาดใจตาย)
  • ธงนางมัจฉา – ธงกฐินรูปนางมัจฉา ใช้ประดับงานพิธีถวายผ้ากฐิน (เป็นตัวแทนหญิงสาว ตามความเชื่อว่าอานิสงส์จากการถวายผ้าแก่ภิกษุสงฆ์เกี่ยวกับรูปสมบัติ คือจะมีรูปงาม)
  • ธงตะขาบ – ธงกฐินรูปตะขาบ ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้มีคนมาจองกฐินแล้ว (ให้ผู้จะมาปวารณาทอดกฐินผ่านไปวัดอื่นเลย ไม่ต้องเสียเวลามาถาม)
  • ธงเต่า – ธงกฐินรูปเต่า ใช้ประดับเพื่อแจ้งว่า วัดนี้ทอดกฐินเรียบร้อยแล้ว (จะปลดลงในวันเพ็ญเดือน 12)

การทอดกฐินในปัจจุบัน จะเห็นเพียงธงจระเข้ และธงนางมัจฉาที่จะปรากฎในงานกฐินเป็นส่วนใหญ่ ส่วนธงตะขาบ และเต่าพบเห็นได้น้อย จะมีเป็นบางวัดที่ยังคงรักษาธรรมเนียมเดิมไว้

4 ความเชื่อเรื่อง “ธงจระเข้” ในประเพณีทอดกฐิน

บุญกฐิน หรือการทอดกฐินภาคอีสาน

สำหรับในภาคอีสาน บุญกฐิน คือ บุญที่เรียกว่า “กาลทาน” มีกําหนดให้ทําได้เฉพาะในช่วงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง 15 ค่ำ เดือน 12 ของทุกปี จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “บุญเดือน 12” ชาวอีสานมีความเชื่อว่า ผู้ใดได้ทําบุญกฐินจะไม่ตกนรกและจะได้รับผลบุญที่ทําในชาตินี้ไว้เก็บกินในชาติหน้า งานบุญกฐินจึงจัดเป็นงานสําคัญ ซึ่งในส่วนพิธีกรรมจะมีความคล้ายคลึงกับภาคอื่น ๆ แต่เครื่องบริวารกฐินของชาวอีสานส่วนมากจะเป็นเครื่องใช้ในครัวเรือน โดยนำมาวางไว้ในที่เปิดเผย เพื่อให้ญาติพี่น้องหรือชาวบ้านใกล้เคียงนําสิ่งของ เช่น เสื่อ หมอน อาสนสงฆ์ ฯลฯ มาร่วมสบทบ ตอนเย็นก็จะนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ ตอนกลางคืนอาจจัดให้มีมหรสพต่าง ๆ และที่ขาดไม่ได้ในงานบุญกฐินก็คือ การจุด “บั้งไฟพลุ” ซึ่งจัดเตรียมไว้จุดอย่างน้อยจํานวน 4 บั้ง ก่อนวันงานบุญกฐิน เอาไว้จุดตอนหัวค่ำหนึ่งลูก ตอนดึกหนึ่งลูก ตอนใกล้สว่างหนึ่งลูก และตอนถวายกฐินอีกหนึ่งลูก อาจเป็นการบอกกล่าวชาวบ้านให้ทราบการเริ่มงานบุญ นอกจากจุดบั้งไฟพลุแล้วก็จะจุดบั้งไฟตะไลเป็นระยะ ๆ

ในขณะที่แห่กฐิน รุ่งเช้าเป็นขบวนแห่กฐินจากบ้านไปถวายพระสงฆ์ที่วัด เมื่อถึงวัดต้องแห่เครื่องกฐินเวียนขวาสามรอบศาลาโรงธรรม จากนั้นจึงนําเครื่องกฐินขึ้นตั้งบนศาลาโรงธรรม นําข้าวปลาอาหารถวายพระ ถ้าถวายตอนเช้าก็เลี้ยงพระตอนฉันจังหัน แต่ถ้าถวายตอนบ่ายก็จะเลี้ยงพระตอนเพล เมื่อพระสงฆ์สามเณรฉันเสร็จแล้ว ผู้เป็นเจ้าภาพองค์กฐินจะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยนํารับศีลแล้วกล่าวคําถวายกฐิน

ส่วนพระสงฆ์เมื่อจะมีกฐินมาทอดที่วัดก็จะประชุมสงฆ์แล้วให้ภิกษุรูปหนึ่งเสนอต่อที่ประชุมสงฆ์ว่าควรให้แก่ภิกษุ (เอ่ยนามภิกษุ) ที่สมควรจะได้รับกฐิน ส่วนมากก็เป็นเจ้าอาวาสวัดนั้น ๆ เมื่อที่ประชุมสงฆ์เห็นชอบตามที่มีผู้เสนอ ก็จะเปล่งคําว่า “สาธุ” พร้อมกัน จากนั้นญาติโยมก็จะพากันถวายเครื่องปัจจัยไทยทานแด่ภิกษุสามเณรอื่น ๆ ทั้งวัด พระสงฆ์รับแล้วจะอนุโมทนาและให้พรเป็นเสร็จพิธี

อานิสงส์การทอดกฐิน

อานิสงส์การทอดกฐิน ด้วยหมอนขิด ที่นอน อาสนะ และบริวารทั้งหลาย

ในสมัยพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระปทุมุตตระ นั้น พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันเป็นมหาทุคคตะ( คนผู้มีความยากจนมาก) เป็นทาสของคหบดี ได้ไปฟังเทศน์จาพระพุทธเจ้าว่า อานิสงส์กฐินนี้มีมาก ท่านจึงกลับไปชวนนายทำบุญกฐิน แต่นายก็มอบหมายทรัพย์สมบัติให้ท่านเป็นผู้จัดการทุกอย่าง

ท่านมหาทุคคตะ อยากมีส่วนร่วมทานนี้ด้วย แต่ไม่มีอะไร มีแต่เสื้อผ้าเก่าๆ ของตนที่มีติดตัวอยู่เพียงชุดเดียว จึงนำไปแลกที่ร้านในตลาด มีด้าย ๑ กลุ่ม เข็ม ๑ เล่ม เอามาร่วมในการทอดกฐินกับเจ้านาย เพื่อปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล

…พระองค์ทรงตรัสว่า คนถวายผ้ากฐิน หมอนขิด ที่นอน อาสนะ และบริวารทั้งหลาย
หรือร่วมในการถวายกฐินทานครั้งหนึ่ง จะปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้าก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอัครสาวกก็ได้ จะปรารถนาเป็นพระอรหันต์ก็ได้…

สรุป:

คำถามและคำแนะนำเกี่ยวกับ การทอดกฐิน

ตอบ: ขึ้นอยู่กับความต้องการและเป้าหมายของแต่ละบุคคล

ตอบ: หลังออกกำลังกายทันที หรือก่อนนอน

ตอบ: ในปริมาณที่เหมาะสม มักจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง แต่บางคนอาจมีอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือปวดท้องได้

ตอบ: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนให้เด็กทานโปรตีนเวย์

ตอบ: ในปริมาณที่เหมาะสม โปรตีนเวย์มักจะไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง แต่บางคนอาจมีอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือปวดท้องได้

ตอบ: ไม่ควรทานโปรตีนเวย์แทนอาหารหลัก เพราะร่างกายต้องการสารอาหารอื่นๆ ที่ได้จากอาหารหลากหลายชนิด

ที่มาข้อมูลอ้างอิง:
  • เว็บไซต์มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม (http://ich.culture.go.th/)
  • เว็บไซต์วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (th.wikipedia.org)
ที่มารูปภาพประกอบบทความ:
  • เว็บไซต์ (freepik.com)

Share.

Comments are closed.

Exit mobile version